Follow Us:

เมื่อพบจึงผ่าน...เมื่อผ่านจึงรู้ - เรียนรู้ชีวิตจากดอกเตอร์ผู้ครั้งหนึ่งเคยเก็บขยะขาย

02.07.2013

อาจารย์ กุลชาติ จุลเพ็ญ จากชีวิตของเด็กเร่ร่อนที่ต้องเก็บขยะขาย และมีผักบุ้งริมคูน้ำประทังชีวิต สู่อาจารย์ระดับดีกรีดอกเตอร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคน การเดินทางอันยากลำบากได้หล่อหลอม ประสบการณ์ชีวีติและ ทัศนคติสู่ความสำเร็จ

เป้าหมายชีวิตของอาจารย์คืออะไร

“เราเคยได้ยินคนเค้าบอกว่าฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง สำหรับผมแล้วใช้คำนี้ไม่ได้ เพราะชีวิตผมใช้ไปวันต่อวัน สำหรับผมฝันใกล้ๆแล้วไปทีละก้าว ผมมองว่าอุปสรรคของคนเราก็คือว่าเราไม่มีความมั่นใจ คนเราถ้ามีความกลัวหรือไม่มั่นใจก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นคุณต้องค่อยๆเรียนรู้ไปทีละก้าว ค่อยๆทำไปแล้วเก็บความมั่นใจเรื่อยๆ ผมก็เริ่มจากทำไปทีละอย่างทีละอย่าง สะสมไปเรื่อยๆ มันทำให้ฐานชีวิต ฐานความมั่นใจเราแข็งแรงทำให้เรากล้าที่จะไต่เต้าไปสูงขึ้น จนทำให้ผมมาถึงตรงนี้ได้”

อาจารย์มีวิธีการวางขั้นตอนดำเนินชีวิต และขั้นตอนดำเนินการเพื่อให้บรรลุยังเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างไร

“ผมต้องขอบคุณอาชีพเก็บขยะ การเก็บขยะสอนให้ผมคิดให้ละเอียดขึ้น  เพราะว่า ผมต้องหาค่าของขยะในกองขยะอีกทีนึง แล้วในขยะนั้นเป็นขยะที่เอามาขายต่อได้ ในขยะที่เขามองว่าไม่มีค่า ผมต้องไปหาของมีค่าในนั้น  อย่างเช่นผมเดินไปพุ่มไม้เนี่ย คนธรรมดาทั่วไปก็มองผ่านไปว่านี่คือพุ่มไม้ธรรมดา แต่ผมต้องเดินเข้าไปมองในพุ่มไม้นั้นว่ามีขยะอยู่หรือป่าว ฉะนั้นสิ่งที่มอง หรือคนอื่นเค้ามองว่าปกติ ผมต้องไปหาสิ่งที่ไม่ปกติในนั้น ฉะนั้นทำให้เราคิดละเอียดมากขึ้น

“นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมระมัดระวังมากจะมีอยู่สามคำตั้งมั่นไว้ตลอด หนึ่งคือ สัจจะ เราพูดอะไรแล้วเราต้องทำให้ได้ ต้องรับผิดชอบให้ได้ ด้วยความที่ผมรับปากแม่ไว้ แม่ขอผมว่าให้ตั้งใจเรียน อย่าให้แม่ผิดหวัง คือเวลาเราทำให้แม่ผิดหวัง แล้วแม่จะมีน้ำตา เราไม่อยากให้แม่เสียน้ำตาอีก ฉะนั้นอะไรที่เราทำเราผิดพลาด เราก็ไม่อยากจะทำ อะไรที่เราบอกแม่ไปเราต้องทำให้ได้ สองก็คือ ความกตัญญู  ความกตัญญูเนี่ยไม่ใช่มีต่อแม่คนเดียว จากครูอาจารย์ที่ให้โอกาสพวกเราด้วย เราเกเรยังสั่งสอนเราเลย โดยทั่วไปเวลาเราเห็นเด็กเกเรเราก็เลี่ยงที่จะไม่คบได้ แต่ครูอาจารย์เนี่ยเวลาเห็นเด็กเกเรจะเลี่ยงไม่สอนได้มั้ย เพราะอย่างถ้าสอนเด็กเกเรเนี่ย สอนเหนื่อยกว่าเด็กที่ตั้งใจเรียน อย่างคนตั้งใจเรียนพูดคำเดียวก็ฟัง แต่คนที่เคยไม่ตั้งใจเรียนอย่างผมเนี่ย แต่ครูอาจารย์ก็เคี่ยวเข็ญให้กลับมาเรียนจนได้ แล้วพอเราตั้งใจเรียนครูก็หาช่องทางให้เราเรียนต่อ หาทุนให้เราเรียนอีก กว่าผมจะได้ดีเนี่ยครูก็เหนื่อยมาเยอะ แล้วก็มหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ให้โอกาส ถ้า ณ เวลานั้น ผมไม่ได้ทุนตรงนี้ ผมก็คงไม่ได้เป็นดอกเตอร์ถึงวันนี้ ฉะนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีกับผมมากๆในชีวิต และสามคือ ความซื่อสัตย์ ด้วยความที่เราเก็บขยะ คนอื่นเค้ามองเราว่าขี้ขโมย เราเคยเป็นเด็กขอทานมาก่อน ทุกคนก็ตราหน้าเราว่าเราเป็นโจร แล้วพอเรามาตั้งใจเรียนปุ๊ป คนเขาก็ยังติดมองเราว่าเป็นโจร ถ้าเกิดเราไม่ซื่อสัตย์อีก  เค้าก็จะมองเราถูกเลย และความซื่อสัตย์ก็มีอยู่สามส่วน หนึ่งคือซื่อสัตย์ต่อตนเอง เราพูดอะไรไว้ เราต้องทำให้ได้ เรารับผิดชอบอะไรไปก็ต้องทำให้ได้ สองคือซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น ไม่ไปคดโกงเบียดเบียนเค้า เพราะเราเคยลำบากมาก่อนเราก็รู้ว่ากว่าจะได้มาเป็นยังไง แล้วเราไปโกงเค้าอีก เอาเปรียบเค้าอีกเนี่ย มันก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เค้าเคยรู้สึก แล้วสุดท้ายคือ ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่เรา ก็คือเมื่อมีคนที่ไว้ใจมอบหมายงานให้เราทำเพื่อแลกกับเงินแล้วเราไปทรยศต่องาน เราก็จะอดตาย ฉะนั้นก็ต้องไม่ทรยศต่องาน ก็ต้องซื่อสัตย์ในหน้าที่”

จากภูมิหลังที่ลำบากของอาจารย์ เมื่อถูกคนมองในแง่ลบ เรามีวิธีจัดการกับปัญหาและความรู้สึกอย่างไร

“ผมต้องขอบคุณพวกเค้ามากเลยที่เค้ามองเราอย่างนั้น ทำให้เรามีแรงกระตุ้น มีความพยายาม ทำให้เราอยากจะลบคำสบประมาท ถ้าเราไปทำเหมือนในสิ่งที่เค้ามอง เค้าก็มองเราถูกใช่มั้ยครับ เพราะงั้นเราต้องทำอะไรที่เราสามารถจะตอกกลับเค้าได้โดยที่เราไม่ต้องทำร้ายเค้า  เค้ามองเรายังไงก็ได้ แต่เราก็อย่าเป็นเหมือนที่เค้ามอง  นอกจากนั้นทำให้เค้าเห็นด้วยว่าเราทำอะไรอยู่ เวลามีใครถามผมก็กล้าบอกว่าที่บ้านผมเก็บขยะ ไม่เคยอาย”

 

ช่วงชีวิตที่ลำบากที่สุด

หนักสุดก็คือตอนที่เงินจากที่แม่ส่งมาให้ขาดช่วง หรือเงินอาจจะหมดก่อนก็เลยไม่มีเงินซื้อข้าวกิน ผมก็เลยบอกพี่ว่าหิวข้าวแล้ว พี่ก็เลยบอกให้ทน ให้กินน้ำ เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ก็คงโอนมาให้ เราก็รอ รอวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่มีอีก ก็รออยู่สองสามวันก็ไม่ไหว ผมหิวข้าวจนแบบทนไม่ไหวแล้ว ก็เลยบอกพี่ว่าผมหิวข้าวมาก พี่สาวก็เลยชวนไปเก็บผักบุ้งริมคูน้ำ เป็นผักบุ้งที่มันขึ้นตามคู แล้วก็หาไม้ฟืนมาก่อกองไฟ เอาหินมา แล้วก็หาพวกกะทะเอามาวาง แล้วก็เอาผักบุ้งมาผัดน้ำเปล่า ไม่มีน้ำปลาปรุงรส ไม่มีผงชูรส เครื่องปรุง รสชาดอะไรไม่มี กินเพื่อประทังชีวิต  ผักบุ้งก็สุกมั่งดิบมั่ง ก็กินผักบุ้งไปเรื่อยๆ ประทังชีวิตไป กินกันทุกมื้อ เก็บมาผัดผัก กินจนไม่ไหว ร่างกายมันต่อต้านมาเอง อ้วกออกมา กินเข้าไปก็อ้วกออกมา

อาจารย์เห็นการศึกษาสำคัญยอย่างไรถึงต้องทำมาให้ได้

“ผมมองว่าการศึกษาคือการพัฒนาชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น ผมได้โอกาสหลายๆอย่างก็ได้มาจากการที่เรามีโอกาสได้ศึกษา ผมได้เรียน ผมได้เจอเพื่อน ได้เจอครูอาจารย์ ได้มุมมองใหม่ๆ ก็ทำให้เราเห็นโอกาสที่จะพัฒนาตัวเองได้ ผมมองว่าการศึกษาช่วยให้เราสามารถพัฒนาตนเอง ถ้าเราไม่เรียนก็เหมือนกับคนไม่มีความรู้ ไม่รู้จะช่วยตนเองยังไง แต่พอเราไปเรียน เราเห็นความรู้กว้างมากขึ้น ก็ทำให้เราเห็นโอกาสที่จะไขว่คว้าให้กับตนเองได้ แล้วยิ่งเรียนสูงมันก็ยิ่งเหมือนกับเราได้อยู่ที่สูง เราก็ยิ่งเห็นอะไรกว้างขึ้น เห็นอะไรได้ไกลขึ้น พอเราเรียน เรารู้สึกว่าชีวิตเราสูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่าตัวเองสูงขึ้น แต่ว่ามุมมองของชีวิตสูงขึ้น กว้างไกลขึ้น ฉะนั้นผมจะต้องขอบคุณความจน ความจนสอนความลำบากให้กับผม แล้วความลำบากเนี่ยมันสอนให้ผมมีความอดทน ทำให้ผมสามารถจะต่อสู้กับปัญหาต่างๆได้ แล้วก็ความลำบากเนี่ยทำให้ผมมีความพยามยามที่จะทำให้ได้ และความลำบากทำให้ผมดิ้นรนหาโอกาสให้กับตนเอง โดยที่ถ้าผมสบายผมคงไม่ต้องหาโอกาสจากใคร ด้วยความลำบากเราหาโอกาสจากความจนของเรา เราดิ้นรนหาโอกาสให้กับตนเอง ผมมองว่าความจนเป็นสิ่งสำคัญ ผมไม่ถือว่าความจนคือความด้อยโอกาส สำหรับผมความจนเป็นสิ่งที่สร้างโอกาสให้กับเรา”

เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของอาจารย์คืออะไร

“ณ เวลานี้ผมได้กำไรจากชีวิตมาเยอะแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ผมมองตอนนี้คือ ผมจะคืนโอกาสให้แก่คนอื่น คือเราจะสร้างโอกาสตอบแทนกับคนอื่นที่เค้าเคยด้อยโอกาส สร้างคนดีออกไป ฉะนั้นเป้าหมายของผมคือผมอยากเห็นสังคมดีขึ้น ผมอยากให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน อยากให้เด็กๆที่ด้อยโอกาสมีโอกาสได้เรียน อยากเห็นคนจนที่ไม่มีเงินซื้อข้าวกินสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ ผมมองว่าอาชีพครูเป็นอาชีพที่เหมาะกับสิ่งที่ผมทำ เพราะว่าการเป็นครูผมสามารถใส่ความรู้ทุกอย่างได้เต็มที่ แล้วผมไม่เคยนั่งทำงานแล้วต้องดูเวลาเลยว่าผมจะเริ่มงานกี่โมงเลิกกี่โมง ผมมีความสุขทุกนาทีที่ทำ แค่เราเห็นเด็กเค้าประสบความสำเร็จเราก็รู้สึกว่าอย่างน้อยเราทำให้คนๆหนึ่งสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยน้ำมือเรา”

อาจารย์มีวิธีการสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเองอย่างไร

“สิ่งสำคัญเลยต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้ คือผมต้องแยกความเครียดออกมาจากตัวเองให้ได้ก่อน ฉะนั้นความเครียดผมเนี่ย ผมก็จะไประบายโดยการทำกิจกรรม กิจกรรมทำให้ผมลืมความเครียด ถ้าว่างเมื่อไหร่ปุ๊ปความคิดเราจะฟุ้งซ่าน แล้วการทำกิจกรรมสร้างความภูมิใจให้ตัวเรา สร้างความน่าเชือถือ ความไว้วางใจให้กับหลายๆคนด้วย ก็เลยทำให้ผมชอบทำกิจกรรมตั้งแต่ตอนปวช. แล้วเรามีเพื่อนที่ทำกิจกรรม ทำสโมสร ทำชมรมทุกอย่าง ก็คือช่วยงานกิจกรรมเพราะเราชอบ ฉะนั้นการที่บอกว่าทำกิจกรรมและการเรียนแย่นั้นไม่จริงนะครับ”

อยากให้อาจารย์ช่วยให้ข้อคิดให้แก่น้องๆกศน.เกี่ยวกับเรื่องความสำคัญของการศึกษา

อุปสรรคที่หนักที่สุด

ตัวเราเองนี่อุปสรรคที่สุดแล้วครับ ครั้งหนึ่งผมเคยคิดฆ่าตัวตาย แม่ผมไม่ได้เรียนหนังสือ จบแค่ชั้นป.4ท่านสอนผมด้วยไม้เรียว ตีอย่างเดียว หนักเบาก็ว่าตามการกระทำไป อย่างเช่นอะไรที่ท่านคาดหวังเยอะหน่อยก็จะตีหนักหน่อย ถ้าเล็กๆน้อยๆก็จะตีเบาหน่อย แต่ส่วนใหญ่ท่านคาดหวังเยอะ แรกๆก็เป็นไม้แขวนเสื้อ เข็มขัด สายยาง ตะหลิว เคี่ยวเข็ญให้เราไปเรียน เคี่ยวเข็ญให้ทำงาน เคี่ยวเข็ญให้ทำนู่นทำนี่ ถ้าไม่ทำก็โดนตีครับ โดนตีจนบางทีผมก็น้อยใจ เพราะว่าโดนตีตลอด อยู่บ้านก็โดนตี ไปโรงเรียนเพื่อนก็ไม่คบ มันรู้สึกกดดัน ตอนนั้นหยิบมีดมาแล้ว มีดที่แม่เอาไว้แล่เนื้อ ตอนนั้นผมเข้าใจเลยคนจะฆ่าตัวตายคิดถึงแต่ตัวเองอย่างเดียว ไม่คิดถึงคนอื่น ไม่อยากอยู่แล้ว แต่พอเราเห็นมีดปุ๊ปเราก็นึกถึงแม่ขึ้นมา เราตายไปแล้วแม่จะอยู่ยังไง ทำไมเราคิดฆ่าตัวตายแล้วแม่ไม่ฆ่าตัวตายบ้างหล่ะ ทำไมเราอยากตายคนเดียว แล้ว แม่กับน้องจะอยู่ยังไง พอเปลี่ยนความคิดแล้ว คือถ้าเทียบอุปสรรคที่ผมเจอกับอุปสรรคที่แม่ผมเจอมันเทียบกันไม่ได้ ฉะนั้นแล้วอุปสรรคจริงๆคือตัวเรามากกว่า นั่นแหละคือตัวที่ทำให้เราหยุดความพยายาม หยุดดิ้นรน หยุดฝัน นั่นแหละครับอุปสรรคที่สำคัญมาก

“จากประสบการณ์ที่ว่าเราทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ก็อยากจะบอกว่า เรียนน้อยก็จะเหนื่อยมาก ถ้าเรียนมากจะเหนื่อยน้อยลง ผมเคยคิดอยากฆ่าตัวตายมาแล้ว ผมรู้ว่าหลายคนคิดเหมือนกันว่าเกิดมาทำไม แล้วทำไมถึงได้อยากจะตายกัน แต่ผมคิดใหม่ว่าผมเกิดมาเพื่อแก้ไขชีวิตในสิ่งที่ผมเลือกเกิดไม่ได้ เราโทษใครไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่ทำเองเนี่ย เราต้องโทษตัวเอง ฉะนั้นชีวิตที่คุณอยู่ทุกวันนี้จงมีลมหายใจเพื่อแก้ไขชีวิตเก่า คุณไม่พอใจชีวิตปัจจุบันก็ทำมันใหม่ เอาความรู้จากที่เรียนมา ไม่ต้องไปมองว่าอนาคตจะเอาความรู้ไปใช้อะไร  ขอแค่เราเอาความเรียนที่เรียนมาเนี่ยมาทบทวนตัวเราที่ผ่านมามาตอบตัวเองว่าแล้วต่อไปเราจะเป็นแบบเดิมมั้ย เอาความรู้ไปสร้างโอกาสให้กับตัวเอง ผมอยากจะบอกว่าคนเราเรียนรู้กันได้ แต่เลียนแบบยาก เราต้องประสบความสำเร็จด้วยตัวของเราเอง ฉะนั้นต้องหาอัตลักษณ์หรือหาวิธีการของเราว่าเราจะประสบความสำเร็จของเราได้ยังไง เป็นการเรียนรู้จากคนอื่น แล้วเอามาประยุกต์ใช้กับเรา แล้วดูว่าตัวเราถนัดอะไร แล้วผมเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวของเราเอง  ฉะนั้นประสบการณ์ตรงนี้คุณทำไปเถอะ ใครทำผิดอะไรมายิ่งดีเพราะว่าคุณได้รู้แล้วว่าทำผิดเป็นยังไง คุณจะได้ไม่ทำผิดต่ออีก ประสบการณ์ตรงนี้เนี่ยมีไม่กี่คนหรอกที่จะมีเหมือนเรา ฉะนั้นเราทำไปเนี่ย มันก็คือเป็นข้อมูล เป็นความรู้อย่างหนึ่ง เค้าเรียกว่าความรู้นอกห้องเรียน เป็นที่ปรึกษาให้กับเราได้ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งที่คุณค้นพบตัวเองว่าคุณเหมาะกับงานอะไร คุณเหมาะกับตรงไหน แล้ววันนั้นคุณจะมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมากกับสิ่งที่คุณได้ดิ้นรนต่อสู้ ถ้าวันนั้นคุณมองย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง คุณจะเห็นความแตกต่าง แล้วคุณจะมีความภาคภูมิใจกับตัวเองมากขึ้น ข้างหน้ายังมีที่ว่างอีกเยอะ อย่าพึ่งท้อแท้”