Follow Us:

โดม เดอะ สตาร์ ซีซั่น 8 จากก้อนดินสู่ดวงดาว

©UNESCO

19.09.2013

จากเด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบการร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจคนหนึ่ง จนกลายมาเป็นเจ้าของตำแหน่งผู้ชนะเลิศรายการ The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปีที่ 8 และเสาหลักของครอบครัว วันนี้ ‘โดม’ จารุวัฒน์ เชี่ยวอร่าม ได้มาเผยเคล็ดลับในชีวิตดีๆ ของเขาเพื่อเอาชนะอุปสรรคและประสบความสำเร็จ

โดมชอบร้องเพลง แต่ทำไมเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์

“มันเป็นช่วงการเลือกเรียนที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อพอดีตอนนั้น มันคือช่วงม.6 แล้วก็ผมเนี่ยใจก็อยากจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ เพราะว่านอกจากชอบร้องเพลงแล้วยังชอบดูหนังด้วย ชอบดูหนัง ชอบทำหนัง ก็ทำให้อยากมาเรียนหนังเรียนฟิล์ม แล้วก็ตั้งใจไว้ว่าอยากจะเข้าไปเรียนคณะนิเทศศาสตร์ ก็สอบเอนทรานซ์เรียบร้อยแล้ว เตรียมสอบเรียบร้อย คะแนนออกมาเรียบร้อยแล้วกำลังจะยื่นคะแนน แล้วเหมือนกับคุณพ่อก็ไม่สบายพอดีตอนนั้น แล้วใจคุณพ่ออยากให้เรียนคณะนิติศาสตร์ตั้งนานแล้ว แล้วผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าอะไรก็ได้ นิเทศฯ ก็ได้ นิติฯ ก็ได้ แต่ว่าพอมันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมา คุณพ่อไม่สบายเราก็เลย อยากจะทำให้คุณพ่อ เพื่อคุณพ่อเลยอย่างแรก สองคือเราก็มองถึงในแง่อนาคตครับ”

ช่วงที่คุณพ่อไม่สบายได้ส่งผลอะไรกับเราบ้างมั้ยคะ

“โชคดีว่ามันเป็นช่วงที่ปิดเทอมพอดี กำลังจะเอนทรานซ์ เป็นช่วงม. 6 เข้ามหาวิทยาลัยพอดี มันก็เลยเป็นช่วงที่เรากำลังไม่ต้องคิดอะไรมาก เหมือนกับกำลังเตรียมตัวจะเข้ามหาวิทยาลัยมากกว่าเพราะว่าคะแนนก็ยื่นไปแล้ว ซักแป๊บนึงผลก็ประกาศออกมาว่าได้มหาวิทยาลัยอะไร ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัวมาอยู่ที่นี่มากกว่า ซึ่งถามว่าส่งผลอะไรมั้ย มันก็ไม่ได้ส่งผลในแง่การใช้ชีวิตขนาดนั้น แต่ว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในครอบครัว จากเดิมก็สมมติว่าเราจะมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เนี่ย ถ้าคุณพ่อยังสบายดีเค้าก็จะมาช่วยดูแลเราได้ มาช่วยหาหอพัก แต่ว่าพอเค้าไม่สบายคุณแม่เองก็ทิ้งคุณพ่อไม่ได้ เราเองก็ต้องมาคนเดียว มาหาหอพักเอง มาจัดการเรื่องมหาวิทยาลัยเองคนเดียวในขณะที่เด็กต่างจังหวัดคนอื่นเราก็จะเห็นมีคุณพ่อคุณแม่เค้ามาส่ง แน่นอนว่าเด็กต่างจังหวัดเข้ามากรุงเทพฯ เนี่ย ผมก็ไม่เคยเข้ามาอยู่ที่นี้ เพราะฉะนั้นเป็นการเข้ามาอยู่ครั้งแรกก็ต้องปรับตัวนิดนึง”

ตอนที่เรียนอยู่ โดมก็หารายได้ให้ครอบครัวด้วยเช่นกัน

“เหมือนเรามาอยู่ที่นี่ เราก็ไม่รู้จะมาหารายได้อะไร เราก็ลองนึกว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้วก็ในมหาวิทยาลัยมันก็จะมีร้านอาหารเป็นร้านนั่งเรื่อยๆ ของเด็กมหา’ลัย เราก็รู้สึกว่าลองไปสมัครดู พอดีว่ามีพี่ๆ ในชมรมโฟล์คซองเค้าก็เล่นอยู่ประจำที่ร้าน ก็เลยชวนเราเข้าไปลองเล่นดู ซึ่งพอเล่นเรามันก็โอเค เริ่มได้เล่นเรื่อยๆ”

ช่วงที่ลำบากที่สุดของเรานี่คือช่วงไหนคะ

“ช่วงลำบากสุดก็คงเป็นช่วงปรับตัวเนี่ยแหละครับ ช่วงปรับตัวตอนมาอยู่กรุงเทพฯ อย่างที่บอกว่าเราเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เพิ่งเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆ เนี่ย เค้าก็จะมีผู้ปกครองมาช่วยดูแลจัดการเรื่องนู่นเรื่องนี่ให้เรียบร้อย แต่ว่าเราเองมาคนเดียวก็มาจัดการเองทุกอย่าง ทำผิดทำถูกบ้าง ทดลอง ลองดูเรื่อยๆ แล้วก็ตามดูตามเพื่อนๆ ว่าเค้าทำยังไง ซึ่งมันก็เป็นช่วงที่เราก็แอบรู้สึกท้อเหมือนกัน แอบรู้สึกน้อยใจเล็กๆ ว่ามันไม่ได้มีเหมือนเค้า แต่ว่าสุดท้ายในเมื่อมันไม่มีเหมือนเค้าเราก็ต้องทำทุกอย่างให้มันเหมือนเค้าให้ได้โดยที่อาศัยตัวเราแค่คนเดียว”

เราให้กำลังใจหรือจัดการความรู้สึกนั้นอย่างไร

“แน่นอนเวลาคนเรารู้สึกท้อ มันก็จะมีช่วงที่เรารู้สึกดาวน์มากๆ เลย อย่าไปปิดกั้นความรู้สึกแบบนั้น ผมรู้สึกว่าถ้าเราไม่สบายใจก็ระบายมันออกมาให้หมด แล้วก็สู้ใหม่ แล้วมันก็เป็นช่วงที่เราคอยรับกำลังใจจากคนรอบๆ ข้างมากกว่า ซึ่งผมว่าผมโชคดีที่ได้เจอเพื่อนคนดีๆ เจอเพื่อนดีๆ เจอผู้ใหญ่หลายๆ คนที่ให้โอกาสดีๆ ก็เลยทำให้รู้สึกว่า ก็ยังมีคนรอบๆ ข้างอีกมากมายที่คอยให้กำลังใจเราได้”

ในเวลาที่เราต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย เรามีวิธีจัดการเวลายังไงคะ

“ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการแบ่งเวลา เพราะทำงานไม่ได้ทำทั้งวันอยู่แล้ว มันก็จะต้องยอมเจียดเวลาบางส่วน ยอมเสียสละเวลาบางส่วนของเราไป จากเดิมที่กลับมาจากมหาวิทยาลัยเหนื่อยๆ คนอื่นอาจจะได้พัก อาจจะได้กลับไปนอนแล้ว ได้รีบกลับไปอ่านหนังสือแล้วนอนเลย แต่เราเองจะต้องเจียดเวลาตรงนี้ไปทำงานก่อนแล้วค่อยกลับมาทำแบบคนอื่น ซึ่งมันก็ทำให้เราเตือนตัวเองได้ว่า ถ้าเกิดเรารักที่จะทำแบบนี้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ทำสองอย่างในเวลาเดียวกันก็ต้องยอมเหนื่อยกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า ก็ต้องยอม”

อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เราฟันฝ่าความเหนื่อย หรือภาระต่างๆ ตรงนี้ไปได้

“ผมก็จะมองไปที่ครอบครัวครับ เพราะว่าแน่นอนว่าต่อไปในอนาคตเนี่ย เราเองก็ต้องเป็นเสาหลักของเค้า เพราะฉะนั้นเราก็ต้องถือว่าตัวเองเนี่ย ต้องสามารถนำพาเค้าไปได้ เราจะมามัวท้อไม่ได้ เราจะมามัวถอยไม่ได้ เราต้องเป็นผู้นำให้ได้ เพราะฉะนั้นเวลาเราเหนื่อยเราท้อเราก็จะมองกลับไปที่ครอบครัวว่า เค้าเองก็ลำบากนะ เค้าเองก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราเองก็ต้องถีบตัวเอง สู้เพื่อเค้าให้ได้ ครอบครัวนี่เป็นทั้งแรงผลักดันด้วยและกำลังใจด้วย เพราะว่าบางทีเค้าเองก็จะรู้แหละว่าเราเหนื่อย เค้าจะให้กำลังใจ โทรมาให้กำลังใจบ้างพูดคุยกัน ซึ่งมันเป็นกำลังใจที่หาจากที่ไหนไม่ได้”

วางเป้าหมายชีวิตไว้หลังจากนี้ยังไง

“หลังจากนี้ก็ทำงานในส่วนโอกาสที่ตัวเองได้รับ ก็คือวงการบันเทิงตรงนี้ ก็ตราบใดที่ได้รับโอกาสไปเรื่อยๆ ก็จะทำตลอด ทำให้เต็มที่และก็เรียนไปด้วย เรียนให้จบ ให้เป็นปริญญาที่นำไปมอบให้กับคุณพ่อให้ได้ ตามที่ตั้งใจเอาไว้ แล้วก็เดี๋ยวก็จะมีน้องชายด้วยอีกหนึ่งคน อันนี้เราเองก็ต้องเป็นคนดูแลเป็นคนรับผิดชอบ ก็ต้องช่วยดูแลเค้า เพราะเค้าเองก็กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เราทั้งช่วยในเรื่องของการสนับสนุน ในเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย แล้วก็การให้คำแนะนำต่างๆ เราเองก็ผ่านมาแล้ว วิธีการเอนทรานซ์อะไรต่างๆ อยากจะให้เค้าได้สิ่งที่ดีที่สุดตามที่เค้าต้องการ อนาคตทั้งหมดก็คืออยากจะทำให้ที่บ้านเค้ามีความสุขให้มากที่สุด”

มีอะไรอยากบอกหรือให้กำลังใจกับนักศึกษากศน. ที่ต้องทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วยมั้ยคะ

“อย่างที่บอกว่า เราเลือกแล้วที่จะทำทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้นการที่จะทำทั้งสองอย่างให้มันดีที่สุดเนี่ย ก็ต้องยอมเหนื่อยป็นสองเท่า ยอมเหนื่อยกว่าคนอื่นเป็นสองเท่า อยากให้มองถึงอนาคตว่าสิ่งที่มันจะได้รับกลับมาเนี่ย มันไม่ใช่ความสำเร็จอะไรต่างๆ นานาหรอกครับ มันคือประสบการณ์ที่จะทำให้เราได้โตขึ้น แล้วก็ไม่ว่าอะไรจะผ่านเข้ามาในชีวิตเนี่ย เราจะสามารถข้ามผ่านเข้ามาไปได้แล้วก็สู้กับทุกอุปสรรคได้ เพียงแค่เรารู้สึกสนุกกับมัน เต็มที่กับมัน เต็มที่กับทุกๆ วัน แล้วก็อย่าไปกลัว”

ถือว่าได้เปรียบมั้ยคะ การที่เราต้องทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย

“ได้เปรียบมากครับ เพราะว่าอย่างที่บอกครับทำสองอย่างพร้อมกัน ถ้ามันได้ดีทั้งสองอย่างเลย เหนื่อยซักหน่อย เหนื่อยกว่าคนอื่นซักนิดนึง แต่ว่าเราได้ทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน”

จะมีน้องบางคนที่รู้สึกว่ามันเหนื่อย มันท้อที่จะทำทั้งสองอย่าง จึงเลือกที่จะทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากให้โดมช่วยบอกหน่อยว่าทำเราถึงเลือกที่จะเก็บทั้งสอง ทั้งเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย

“ผมคิดว่าอนาคตมันเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอนครับ เราไม่มีทางรู้เลยว่าวันนี้เราจะเจอกับอะไรบ้าง อนาคตเราต้องเกิดมีอุปสรรคมีปัญหาอะไรต่างๆ นานา ทางที่ดีในเมื่อเรามีสองอย่าง เป็นทางเลือกได้ทั้งสองอย่าง เราก็คว้าทั้งสองอย่างเอาไว้ เราทิ้งอันใดอันหนึ่งไป อนาคตเราอาจจะไม่แน่นอนก็ได้ เพราะฉะนั้นคว้ามันเอาไว้ เก็บทางเลือกให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ดีกว่า”

อยากให้พูดถึงความสำคัญของการศึกษาว่าสำคัญอย่างไร

“ผมว่าการศึกษามันสำคัญกับการใช้ชีวิต ทุกวันนี้หลายๆ คนอาจจะมองการศึกษาว่ามันเรียนไปเพื่อสอบ แต่ว่าจริงๆแล้วการศึกษาเนี่ยแหละที่มันส่งผลระยะยาวในชีวิตของเรา อย่างที่บอกเราไม่รู้เลยในอนาคตว่าเราหยิบความรู้อะไรมาใช้ได้เมื่อไหร่ แต่ว่าเราสะสมมันเอาไว้เรื่อยๆ มันเหมือนเป็นทุนที่เราสามารถเก็บไว้ได้ มันไม่มีทางที่จะหลุดออกไปจากตัวเรา ถ้าเราเก็บมันเอาไว้ให้ดีที่สุด แล้วก็การศึกษาอย่างหนึ่งคือ มันไม่มีที่สิ้นสุดครับ ผมชอบคำนี้มากที่บอกว่า การเรียนรู้มันไม่มีวันสิ้นสุด ทุกๆวันเราสามารถเรียนรู้ได้ ทุกๆ วันเราสามารถศึกษาเพิ่มเติม สะสมได้ ก็สะสมทุนเนี่ยแหละที่จะสร้างกำไรในอนาคตต่อไป”

 

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย ปาณิสรา ไพรีพินาศ และโศวิรินทร์ ชวนประพันธ์ ยูเนสโก กรุงเทพฯ